บทความ

ตั้งศาลพระพรหม

ตํานานพรหม
ตํานานของพระพรหมนั้นมีมากมาย มีการจดบันทึกไว้มากมายหลายคั มภีร์ หลายลั ทธิจะยกมา
ให้อ่านกันเพียงบางส่วน บางตอน เท่านั้น 
การกําเนิดของพระพรหม
มีพระราชนิพนธ์ ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้ าอยู่หัว ได้ทรงอรรถาธิบายเกี่ยวกับ
ตํานานนี้มาก่อน จึงจะขออัญเชิญพระราชนิพนธ์มาให้อ่านหาความรู้กัน 
“ พระพรหมนั้นเล่า เมื่อก่อนจะเกิดขึ้น ย่อมมีธรรมปรากฏอยู่แล้วในโลก พระพรหม เป็นของไม่
มีเนื้อตั ว ธรรมทั้งปวง ซึ่งมี อยู่ในโลกผสมกันเข้าจนเป็ นไข่ ไข่นี้เป็นก้อน คอยอยู่ได้หมื่นกัลป์ไข่ก็แตก 
พระพรหมอยู่ในไข่นั้น บันดาลให้ไข่แตกออกเป็นสองซีก ซีกบนเป็นฟ้า ซีกล่างเป็นโลกมนุษย์ พระพรหม
จึงสร้างสิ่งทั้งปวงบรรดามี ในสวรรค์ สร้ างสรรพสิ่งทั้งปวงที่จะมีในโลกมนุษย์นี้ ขั้นต้นสร้างให้มีไฟให้มา
เผาผลาญสิ่งซึ่งเป็นบาปอกุศล ทั้งปวงให้หมดไป แล้ วจึงสร้างน้ํ าขึ้นมาให้ดับไฟอันนั้น เมื่อน้ําดับไฟแล้ว 
น้ํานั้นก็ทําให้ดินชุมชื้นเกิดงอกงามเป็นเขา เป็นห้วยหนอง คลอง บึ งขึ้นมาอีก ก็เกิดพืชพันธุ์ธัญญาหารขึ้ น
บริบูรณ์ มีต้นไม้ แล้วจึงมี สัตว์ จากนั้นจึงเกิดมนุษย์ ในพวกมนุษย์มีผู้หนึ่งนับว่าเป็นลูกพระอาทิตย์ 
เกิดขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิ น ได้ปกครองประชาชนมาแต่นั้น “ 
คัมภีร์ รวารหปุระณะ กล่าว่า พระพรหมเกิดจากดอกบัวที่ผุดขึ้นจากสะดือของพระวิษณุ หรือ
พระนารายณ์ ( องค์ เดียวกั น ) ขณะบรรทมหลับอยู่ บนหลังพญาอนันตนาคราช ณ เกษียรสมุ ทร 
คัมภีร์ ปัทมปราณะ กล่าว่า เมื่อครั้งพระวิษณุต้องการสร้ างโลก ทรงแบ่งพระวรกายออก เป็น 3 
ภาค โดยพระพรหม เกิดจากสีข้างเบื้องขวา พระวิษณุเกิดจากสีข้างเบื้องซ้าย พระศิวะ เกิดจากบั้นกลาง
พระองค์ 
คัมภี ร์ มานวธรรมศาสตร์ กล่าวไว้ว่า ในครั้งเมื่อโลกยังไม่ปรากฏสิ่งใดๆ บนโลก พระอาตมภู ( ผู้
เกิดเอง ) มีความประสงค์ จะ สร้างทุกสิ่ง จึงสร้างน้ํ าขึ้นมาก่อน แล้วนําพืชโปรยลงน้ํา เวลาผ่านไปพืชนั้น
กลายเป็นไข่ทอง และกําเนิด พระพรหม ปรากฏขึ้น นามว่า หิรั ณยครรภ์ หลังจากนั้นพระพรหม จึงแบ่ง
ร่างเป็น ชาย - หญิง เพื่อสร้างโลกและมนุษย์ 
ลักษณะของพระพรหม
ในบางลั ทธินั้นเขียนไว้ว่า พระพรหมมีรูปกายสีขาวนวนพิสุ ทธิ์ มี ๔ พั กตร์ ๔ กร แต่ละกร
ของท่านมีความหมายแตกต่างกันออกไป 
กรที่ ๑ ทรงถือช้อนนั้น หมายถึงช้อนสําหรั บตักเนยที่จะใส่ลงในกองไฟ เพื่อจะบูชาพระอัคนี หรือเทพ 
แห่งไฟ 
กรที่ ๒ ทรงถือหม้อน้ํา เป็นหม้อที่บันจุน้ําของพระแม่คงคา 
กรที่ ๓ ทรงถือคัมภีร์พระเวท คือคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ที่จะลิขิตความเป็นไปทั้งมวลของมนุษย์โลก 
กรที่ ๔ ทรงถือ ทรงถือธนูปรวีตะ 
แต่บางตํานานที่เป็นคัมภีร์ของลัทธิลามะได้บอกไว้ว่า พระพรหมนั้นมี ๔ พักตร์ ๘ กร 
กรที่ ๑ ทรงถือ สังข์ 
กรที่ ๒ ทรงถือคทา 
กรที่ ๓ ทรงถือจักร 
กรที่ ๔ ทรงถือ หม้อน้ํา 
กรที่ ๕ ทรงถือ ประคํา 
กรที่ ๖ ทรงถือแว่นแก้วสุรการณ์ 
กรที่ ๗ ทรงถือ คัมภีร์ ส่วน 
กรที่ ๘ นั้นไม่ได้ถืออะไร จะไว้สําหรับป้องกันภัยอันตรายทั้ งปวงที่จะเกิดกับมนุษย์โลก และยังไว้คอย
ประทานพระพรชัยให้กับผู้ ที่มาขอพร หรือผู้ที่มาบูชาพระองค์ 
แต่ในคัมภีร์โบราณของอินเดีย กล่าวไว้ว่ารู ปเคารพของพระพรหม ที่ผู้คนให้ความเคารพบูชาและ
นิยมสร้างขึ้นมาไว้ เป็นที่สั กการบูชานั้นมีอยู่ ๕ ปางดังนี้ 
๑. ปางประชาบดี 
เป็นรูปพระพรหมมี ๔ กร ๔ พักตร์ พระวรกายสีขาวนวล  นุ่งห่มอาภรณ์ คือ หนังกวางสีดํา พระ
กรทรงถือ ไม้เท้า ช้อน แจกัน อีกกรหนึ่งทรงยกขึ้ นประทานพร 
ข้างขวามีมเหสี เอก คื อ พระนางสรัสวดี ข้างซ้ายคือ พระนางสาวิตรี 
๒. ปางโลกกระบาล 
เป็นรูปพระพรหมมี ๔ กร ๔ พักตร์ พระกรทั้ง ๔ นั้นทรงถือดอกบัว ,คัมภีร์ , แจกัน, และ
ลูกประคํา มีพระมเหสี สาวิตรี ยืนเคียงข้าง 
๓.ปางวิศวกรรม 
เป็นรูปพระพรหมมี ๔กร ๔ พักตร์ พระกรทั้ง ๔ ทรงถือ ดอกบัว, คัมภีร์ , แจกัน, และลูกประคํา แต่
ไม่มีพระมเหสีเคียงคู่ 
๔. ปางกามลักษณะ 
เป็นรูปพระพรหมหมดจดงดงาม ทรงมี ๔กร ๔พักตร์ พระกรทั้ง ๔ ทรงถือ ดอกบัว, คัมภีร์ , 
แจกัน, และลูกประคํา จะแตกตางจากปางวิศวกรรม โดยปางกามลักษณะ จะมี พระพักตร์งดงามที่สุด 
๕. ปางปิตมหา 
เป็นรูปพระพรหม ทรงมี ๔ กร ๔ พักตร์ พระเกศามุ่นเกล้า เป็นมวยผมดังนักพรต พระกรทั้ง ๔ 
ทรงถือ หม้อเนยเหลว, แจกัน, ช้อน, และคัมภีร์ 
ส่วนในคัมภี ร์ปัทมปุราณะได้บันทึกไว้ว่า แต่เดิมนั้น พระพรหมท่านมี ๕ พักตร์ พระพักตร์ที่ ๑ 
ถึง ๔ ของพระพรหมนั้นมี ความหมายแทนคัมภีร์พระเวททั้งสิ้น คือ 
๑. พระพักตร์ หันไปทางด้านทิศตะวันออก แทนคัมภีร์ฤคเวท 
๒. พระพักตร์ หันไปทางด้านทิศตะวันตก แทนคัมภีร์สามเวท 
๓. พระพักตร์ หันไปทางด้านทิศเหนือ แทนคัมภีร์อาภรรพเวท 
๔. พระพักตร์ หันไปทางด้านทิศใต้ แทนคัมภีร์ยชุรเวท 
ส่วนพระพักตร์ที่ ๕ นั้นมิได้หมายความถึงคั มภีร์ใดๆ  แต่มีความสําคัญมากเพราะพระพักตร์ที่ 
๕ นี้ เป็นพระพักตร์ที่จะต้องจดจําพระเวททั้ง ๔ คัมภีร์ ไว้ทั้งหมดเนื่องจากพระพักตร์ที่ ๕ นี้ได้จดจํา
คัมภีร์พระเวทไว้ถึ ง ๔ คัมภีร์ จึงมีรัศมีเป็นประกายเรืองรองโชติช่วงออกจากพระพักตร์ที่ ๕ นี้อย่างแรง
กล้า จนทําให้เหล่าเทพเทวา และอสูรเทพต่างๆ มิอาจที่จะทนทานต่อแสงรัศมีนี้ได้ จึงรวมกันเข้าเฝ้า
พระศิวะ ผู้เป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์ ให้ช่วยเหลือ เมื่อพระศิวะได้รับรู้ถึงความเดือดร้ อนของเหล่าเทพเท
วา และอสูร จึงตัดเอาพระพักตร์ที่ ๕ ของพระพรหมออกเสีย พระพรหมจึงมีแค่ ๔ พระพักตร์จนมาถึ ง
ปัจจุบันนี้ 
แต่ในคัมภีร์มัสยะปุราณะได้กล่าวไว้ว่า
แต่แรกนั้นพระพรหมมี ๔ พักตร์ เหมือนในปั จจุบัน ส่วนพระพักตร์ที่ ๕ นั้นเกิดขึ้นมาเนื่องจาก
การที่พระพรหมได้หลงใหลในเสน่ห์ของพระนาง ศตรูป หรือนางผู้มี ๑๐๐ รูป อันตัวของนาง ศตรูป
นี้ พระพรหมเองเป็นผู้ให้ กําเนิดนางมา แต่พระพรหมท่านกลับหลงใหลในรูปของพระนางเอง ถึงขนาด
คอยเฝ้าดูรูปโฉมของพระนาง ไปทุกอิริยาบถของการเคลื่อนไหวของพระนาง ส่วนพระนางศตรูป ก็มีรู ป
ตั้ง ๑๐๐ รูป เพราะฉะนั้นในแต่ละรูปที่เคลื่อนที่ไป พระพรหมท่านก็จะคอยเฝ้ าดูอยู่ไม่ให้ห่าง ด้วย
ความเป็นห่วงเป็นใย พระพรหมจึงได้เนรมิตพระพักตร์ที่ ๕ ขึ้นมาเพื่อที่จะไว้คอยเฝ้าดูนาง ศตรูป อยู่
ตลอดเวลา 
แต่ในครั้งหนึ่ง พระพักตร์ที่ ๕ ของพระองค์ได้เอ่ยวาจาที่ดูถูกพระศิวะมหาเทพ จึงเป็นเหตุให้
พระศิวะทรงกริ้ว พระศิวะจึงได้ลืมพระเนตรที่ ๓ บนหน้าผาก ก็ เกิดไฟประลัยกัลป์เผ่าผลาญพระพักตร์
ที่ ๕ ของพระพรหมจนไหม้เป็นจุลไป 
ในที่สุดพระพรหมก็เหลือเพียง ๔ พักตร์มาจนถึงทุกวันนี้เช่นกัน 
พระพรหมสถิตอยู่สถานที่ใด
พระพรหมท่านสถิ ตอยู่ที่พรหมโลก สวรรค์ชั้ นที่ ๗,๘,๙, ของบทสวดมนต์ในธัมมจักกัปปวัตตน
สูตร ของศาสนาพุ ทธ คือ พรัหมะปาริสัชชาเทวา พรั หมะปะโรหิตาเทวา, มะหาพรัหมาเทวา เป็นต้น 
ในชั้นพรหมนี้ถือว่าเป็นเทวาชั้นสูงกว่าเหล่าเทพเทวาชั้นอื่นๆที่อยู่ตั้งแต่ชั้น ๑-๖ คือ ๑. จาตุม 
มะหาราชิกาเทว , ๒.ตาวะติงสาเทวา,๓.ยามาเทวา, ๔.ตุสิตาเทวา, ๕.นิมมานะระตีเทวา, ๖.ปะระนิม
มิตวะสะวัตตีเทวาเป็นต้น 
พระนามอื่นๆของพระพรหม
๑. พระโลเกศ แปลว่า จอมโลก 
๒. พระธาดา แปลว่า ผู้สร้าง 
๓. นาภีชะ แปลว่า ผู้เกิดจากสะดือ 
๔. อาตมภู แปลว่า ผู้เกิดด้วยตัวเอง 
๕. จัตุรมุข แปลว่า ผู้มี ๔ หน้ า 
๖. กมเลศ แปลว่า ผู้นั่งเหนือดอกบัว 
๗. กมลาศน์ แปลว่า ผู้มีที่นั่งเป็นดอกบัวหลวง 
๘. สุรเชษฐ์ แปลว่า ผู้เกิดก่อน 
๙. หิรัญครรภ์ แปลว่า ผู้เกิดมาจากท้อง 
๑๐. อทิกวี แปลว่า ผู้เป็นยอดกวี 
๑๑. สวิตฤปติ แปลว่า ผู้เป็นสามีของนางสวิตฤ 
๑๒. ประชาปติ แปลว่า ผู้เป็นใหญ่ในหมู่ชน 
พาหนะของพระพรหม
บางตํานานยั งบอกว่าพาหนะประจําองค์ของพระพรหมนั้นคือ หงส์ ทอง หรือ พระยาหงส์ 
ข้อมูลนํามาจาก www.mordookrungsiam.com