บทความ

พิธีทอดกฐิน

ลําดับพิธีการทอดกฐิน (พอสังเขป) 

๑. เจตนาในการทอดกฐินการทอดกฐินเป็นเรื่องของมหากุศล เกิดจากการทํางานของจิตที่เป็นมหา
กุศลในกามาวจร เป็นไปในเรื่องของบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ หรือ ๓๐ ประการ ประกอบด้วย กายกรรม ๑๐ 
วจีกรรม ๑๐ มโนกรรม ๑๐ ที่ได้กระทําถูกต้องตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา โดยมีทิฏฐุชุกัมม์ เป็น
ตัวคุมว่าได้กระทําความเห็ นให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ของพระบรมศาสดาหรือไม่ การสร้ างกุศลผล
ทานทํ าบุญมาไม่เสมอกันในเรื่องบุญกิริยาวัตถุผลของบุญจะเป็นไปตามระดับของ "วัตถุ" ที่รับตั้งแต่สัตว์
เดรัจฉานผู้มีกิเลศหนาไปจนถึงพระอริยบุคคลตลอดจนถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ า ก่อจะกระทําการ
กุศลใด ๆ ต้องอาศัยหลักเรื่องของ "เจตนา" และ "ปฏิคาหก" ซึ่งประกอบด้วยหลัก ๖ ประการ คือ 
๑) บุพพเจตนา เจตนาก่อนกระทํา มีแต่กุศลจิต มีจิตผ่องใสเต็มใจที่จะกระทําทาน 
๒) มุญจเจตนา (มุญจนเจตนา) เจตนาขณะกําลังกระทํา มีแต่กุศลจิต มีความเลื่อมใสในการให้
ทาน 
๓) อปรเจตนา (อปราปรเจตนา) เจตนาภายหลังกระทํา มีแต่กุศลจิต มีความปลื้มใจภายหลัง
ให้ทานแล้ว 
๔) ปฏิคาหกผู้รั บทาน เป็นผู้ ปราศจากโลภะ หรือกําลังปฏิบั ติให้ปราศจากโลภะ 
๕) ปฏิคาหกผู้รั บทาน เป็นผู้ ปราศจากโทสะ หรือกําลังปฏิบัติให้ปราศจากโทสะ 
๖) ปฏิคาหกผู้รั บทาน เป็นผู้ ปราศจากโมหะ หรือกําลังปฏิบัติให้ปราศจากโมหะ 
เมื่อครบ ๖ ประการ ผลของทานจะมีผลมาก มีอานิสงส์มาก แต่ถ้าทํ าแล้วไม่ได้ครบ ๖ 
ประการ ทําด้วยจิตที่ยังมีโลภะ โทสะ โมหะ แอบแฝงอยู่ ผลของทานก็จะได้น้อยไปตามลําดับ 
ลําดับการสร้ างกุศล (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ เวลามสูตร หน้ า๓๑๕ ข้อ ๒๒๔ ท้ายสี
หนาทวรรคที่ ๒) 
สมัยหนึ่ง พระผู้ มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิ ณฑิกเศรษฐี 
ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้ น พระองค์ตรัสถึงเรื่องเวลามพราหมณ์ และมีลําดับของการให้ ทานดังนี้ 
มีพราหมณ์ชื่อเวลามะ พราหมณ์ผู้นั้นได้ให้ ทานเป็นมหาทานอย่างนี้ คือ ได้ให้ถาดทองเต็มด้วย
รูปิยะ ๘๔,๐๐๐ ถาด ถาดรูปิยะเต็มด้วยทอง ๘๔,๐๐๐ ถาด ถาดสํ าริดเต็มด้วยเงิน ๘๔,๐๐๐ ถาด ให้
ช้าง ๘๔,๐๐๐ เชือก มี เครื่องประดับล้วนเป็นทองมีธงทอง คลุมด้วยข่ายทองให้ รถ ๘๔,๐๐๐ คัน หุ้มด้วย
หนังราชสีห์ หนังเสือโคร่ง หนังเสือเหลื อง ผ้ ากัมพลเหลือง มีเครื่องประดับล้วนเป็นทอง มีธงทอง คลุม
ด้วยข่ายทอง ให้แม่โคนม ๘๔,๐๐๐ ตัว มีน้ํานมไหลสะดวก ใช้ภาชนะเงินรองน้ํานม ให้หญิงสาว 
๘๔,๐๐๐ คน ประดับด้วยแก้วมณีและแก้วกุณฑล ให้บัลลังก์ ๘๔,๐๐๐ ที่ ลาดด้วยผ้าโกเชาว์ ลาดด้วย
ขนแกะสีขาว เครื่องลาดมี สัณฐานเป็นช่อดอกไม้ มีเครื่องลาดอย่างดี ทําด้วยหนังชมด มีเครื่องลาดเพดาน 
มีหมอนข้างแดงทั้งสอง ให้ ผ้า ๘๔,๐๐๐ โกฏิ เป็นผ้าเปลือกไม้ ผ้าแพร ผ้ าฝ้าย เนื้อละเอียด ฯลฯ 
สมัยนั้นไม่มีใครพระทักขิเณยยบุคคล ไม่สามารถชําระทักขิณานั้นให้ หมดจด ทานที่ให้กับท่าน
อนาถบิณฑิกเศรษฐี (พระโสดาบัน) ผู้ เดียวบริโภคมีผลมากกว่า 
- ทานให้กับพระสกทาคามี ผู้เดียวบริโภค มีผลมากกว่าทานที่ให้กับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี 
(พระโสดาบัน) ร้อยท่านบริโภค 
- ทานให้กับพระอนาคามี ผู้ เดียวบริโภค มี ผลมากกว่าทานที่ให้กับพระสกทาคามีร้อยท่าน
บริโภค 
- ทานให้กับพระอรหันต์ ผู้เดียวบริโภค มีผลมากกว่าทานที่ให้กับพระอนาคามีร้อยท่านบริโภค 
- ทานให้กับพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปเดียวบริ โภค มีผลมากกว่าทานที่ให้กับพระอรหันต์ร้อยท่าน
บริโภค 
- ทานให้กับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ าบริโภค มีผลมากกว่าทานที่ให้กับพระปัจเจกพุทธเจ้า
ร้อยรูปบริโภค 
- ทานให้กับภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้ าเป็นประมุขบริโภคมีผลมากกว่าทานที่ให้กับ พระอรหันต
สัมมาสัมพุทธเจ้าบริโภค 
- การที่บุคคลสร้างวิหารถวายสงฆ์ผู้มาจากจาตุรทิศ มีผลมากกว่าทานที่ให้กับภิกษุสงฆ์มี
พระพุทธเจ้ าเป็นประมุขบริโภค 
- การที่บุคคลมี จิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์เป็ นสรณะ มีผลมากกว่าทาน
ที่บุคคลสร้ างวิหารถวายสงฆ์อันมาจากจาตุรทิศ 
- การที่บุคคลมี จิตเลื่อมใสสมาทานสิกขาบท คือ งดเว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ จากการดื่ม
น้ําเมาคือสุ ราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท มีผลมากกว่าการที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสถึง
พระพุทธเจ้ า พระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ 
- การที่บุคคลเจริญเมตตาจิตโดยที่สุดแม้เพียงเวลาสูดดมของหอม มีผลมากกว่าการที่บุคคลมี
จิตเลื่อมใสสมาทานสิกขาบท คือ งดเว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ 
- การที่บุคคลเจริญอนิจจสัญญาแม้เพียงเวลาลัดนิ้วมือมีผลมากกว่าการที่บุคคลเจริญเมตตา
จิตโดยที่สุดแม้เพียงเวลาสู ดดมของหอม 
นอกจากนี้ การทํ าทานให้ ได้อานิสงส์อันไพบูลย์ยิ่งขึ้ น ต้องประกอบด้วย "ทายก" ผู้ให้ และ 
"ปฏิคาหก" ผู้ รับ มีความบริสุทธิ์ สมควรแก่ทานดังความบริสุ ทธิ์ของทักขิ ณาทาน ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ใน "ทักขิณาวิภังคสู ตร" ความว่า : ความบริสุ ทธิ์ของทักขิณาทาน ๔ ประการ 
๑. ทักขิณา ชื่อว่า บริสุ ทธิ์ ฝ่ายทายก ไม่บริ สุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก คือทายกเป็นผู้มี ศีล มีธรรมงาม ปฏิคาหก
เป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก 
๒. ทักขิณา ชื่อว่า บริ สุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุ ทธิ์ ฝ่ายทายก คือทายกเป็นผู้ ทุศีล มีธรรมลามก 
ปฏิคาหกเป็นผู้มีศีล มีธรรมงาม 
๓. ทักขิณาชื่อว่า ฝ่ายทายกก็ไม่บริสุทธิ์ ฝ่ายปฏิคาหก ก็ไม่บริสุทธิ์ คือ ทายกเป็นผู้ทุศีล ปฏิคาหกเป็นผู้
ทุศีล มีธรรมลามก เช่นกัน 
๔. ทักขิณาชื่อว่า บริสุทธิ์ฝ่ายทายก บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก คือ ทายกเป็นผู้มีศีล ปฏิคาหกเป็นผู้มีศีล มี
ธรรมงาม เช่นกัน 
ดังนั้น การทํ าทานกับบุคคลผู้มีอริ ยคุณสูงไปตามลําดับย่อมได้รับผลมากไปตามลําดับเช่นกัน 
ในทํานองเดียวกัน ถ้าทําทานกับบุคคลผู้ไม่มีคุณธรรม ก็จะได้รับผลน้ อยไปตามลําดับเช่นกัน การเกิดมา
จนหรือมั่งมีร่ํารวย ก็มาจากผลของกรรมที่ทํามาแต่อดีตชาติ ดังว่า อดีตเป็นเหตุ ปัจจุบันเป็นผล ปัจจุบัน
เป็นเหตุ อนาคตเป็นผล
๒. การเตรียมขบวนกฐินเมื่อเจ้าภาพได้เตรียม "กฐิน" และบริวารเครื่องกฐิ นไว้เรียบร้อยพร้อมที่จะ
นําขบวนแห่ไปยังวัด (วัตร) ที่จองกฐินไว้ ถ้าวัดอยู่ไกลจะต้องมีการเดินทางตั้งแต่กลางคืน ระหว่างการ
เดินทางควรเจริญธรรม (พระสูตรต่างๆ ที่มีในพระไตรปิฎก เช่น พระอภิธรรม พระธัมมจักกัปปวัตตน
สู ตร พระอนัตตลักขณสูตร พระอาทิตตยปริ ยายสูตร ทีฆนขสูตร โมคคัลลานสูตร เป็นต้น) เป็นธรรมของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าโดยตรงที่ออกจากพระโอษฐ์เป็นพระพุทธพจน์ อย่านําธรรมอื่นที่ไม่ใช่พระพุทธพจน์
มาเจริญเด็ดขาด จะไม่ได้อานิสงส์ ควรเจริญธรรมไปตลอดการเดินทางเท่าที่จะทําได้ เพื่อยังจิตของคณะ
ทอดกฐินให้เบิกบานผ่องใส เต็มไปด้วยมหากุศลไปตลอดสาย เพื่อยังผลให้เกิดอานิสงส์อันไพบูลย์ ในการ
ทอดกฐินครั้งนี้ 
ขบวนกฐินไม่ควรนํา "ผ้ ากฐิน" เข้าไปในวัดก่อนสว่าง (จนกว่าจะเห็นลายมือชัด) ของวันที่จะ
ทอดกฐินนั้น เพราะถ้านําผ้ากฐินเข้าไปแล้ว พระภิกษุไม่สามารถทําสังฆกรรมได้ กฐินจะเดาะ เมื่อเป็น
เช่นนั้นต้องเปลี่ยนผ้ ากฐินเป็นผ้าผืนใหม่ เพราะผ้าผืนเก่าเป็นโมฆะ เมื่อเข้าวัดเรี ยบร้อยแล้วนําเครื่องกฐิน
ไปตั้งรวมกันไว้ในศาลาการเปรี ยญหรือสถานที่เหมาะสม ก่อนที่จะอัญเชิญองค์ กฐินและบริวารกฐินไป
เวียนทักษิ ณาวั ตร รอบพระอุโบสถ ๓ รอบ เมื่อพร้อมกันตามเวลานัดหมาย ไม่ว่าจะทําการทอดกฐิน
ในช่วงเช้ าหรือช่วงบ่าย เมื่อพระภิกษุฉันภัตตกิจและคณะศรัทธาร่วมกันรับประทานอาหารเรียบร้อยแล้ว 
มารวมตัวกันที่ศาลาการเปรียญเพื่อทํ าพิธีมอบองค์กฐิ นและบริวาร เพื่อเจ้ าภาพกฐินและคณะอัญเชิญไป
ทักษิณาวัตรรอบพระอุโบสถต่อไป 
๓. การมอบเครื่องกฐินเจ้าหน้าที่ทํ าการมอบเครื่องกฐินตามรายชื่อที่เตรียมไว้ "ผ้ากฐิน" มีเพี ยงไตร
เดียวเป็นของเจ้าภาพกฐิน ส่วนไตรจีวรอื่นที่คณะศรั ทธานํ ามาจะเป็น"ผ้าจํ านํ าพรรษา" เมื่อได้รับการ
ขานชื่อ แต่ละท่านจะเวียนทักษิณาวัตรรอบกองกฐิ น ๑ รอบ แล้วกราบสักการะ พระพุทธปฏิมากร ก่อน
จะเข้ารับมอบ เครื่องกฐินมาถือไว้จากเจ้าหน้ าที่ เปรี ยบเสมือนเป็นการแสดงความเคารพสักการะต่อพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า ย้อนไปในสมัยอดีตเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ คณะศรัทธาได้เข้าไปเฝ้ า
ขอพระบรมพุทธานุญาต เพราะการทอดกฐินเกิดขึ้นได้จากพระพุทธประสงค์ และพระพุทธานุญาตของ
พระพุทธเจ้ า ขณะกําลังกระทําพิธี คณะจะเจริญธรรมไปด้วยในขณะเดียวกัน ผู้ได้รับมอบเครื่องกฐินจะ
ตั้งแถวเป็นขบวนเตรียมไว้ เพื่ออัญเชิญไปยังพระอุโบสถ 
๔. การอัญเชิญเครื่องกฐินเข้าพระอุโบสถจากนั้นขบวนแห่กฐิ น จะอัญเชิญองค์กฐินและบริวาร
กฐินไปทักษิณาวัตรรอบพระอุโบสถ ๓ รอบ พร้อมๆ กับเจริญธรรมสรรเสริญคุ ณพระรัตนตรัย แล้ว
อัญเชิญองค์กฐินและบริวารกฐินเข้าภายในพระอุโบสถ เพื่อเตรียมทําพิ ธีทอดกฐิ นต่อไป 
๕. การอัญเชิญชุมนุมเทพพรหมเทวดาและบูชาคุณพระรัตนตรัย ขณะอยู่ภายในพระอุโบสถ ทุก
ท่านจะสงบกายสงบวาจาและสํารวมจิต นอบน้อมสั กการะ ในคุณของพระผู้มี พระภาคเจ้า ผู้ ทรงคุ ณอัน
ประเสริฐ นอบน้อมสักการะ ในคุณของพระธรรมเจ้า ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ทั้ง ๘๔,๐๐๐ 
พระธรรมขันธ์ นอบน้อมสั กการะในพระอริยสงฆเจ้าในพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่มี มาแล้วแต่อดีตจนปัจจุบัน 
และจะพึงบังเกิดมีในมนุษยภูมิ เทวภูมิ พรหมภูมิ มี ชั้นสุทธาวาสเป็นที่สุด พร้ อมทั้งอัญเชิญเทพพรหมเท
วา กระทํ ากิจอนุโมทนาการถวายกฐิน อันเป็นอริยประเพณีมีมาแต่ครั้งพุทธกาล พร้อมกล่าวคําอัญเชิญ 
เป็นภาคภาษาธรรมพร้อมกัน ดังนี้ 
คําชุมนุมเทวดา 
สะรัชชัง สะเสนัง สะพันธุ ง นะรินทัง, ปะริตตานุภาโว สะทา รักขะตูติ 
ผะริตวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา, อะวิกขิตตะจิตตาปะริตตัง ภะณันตุ ฯ 
สัคเค กาเม จะ รู เป คิ ริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน, 
ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวั ตถุมหิ เขตเต, 
ภุมมาจายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา, 
ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุ ณันตุ ฯ 
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา, 
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา, 
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ฯ 
คําบูชาพระรัตนตรัย 
โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, 
สวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม, 
สุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, 
ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง, อิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะ, 
สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิ พพุโตปิ, ปัจฉิมาชะนะตานุกัมปะมานะสา, อิเม สักกาเร ทุคคะ
ตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ , อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ, 
๖. การถวายผ้าพระประธานเนื่องด้วยในสมัยพุ ทธกาล ขณะเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระ
ชนม์อยู่ พระพุทธอุ ปัฏฐากพระมหาอานนทเถระ ท่านได้ถวายการดูแลและถวายสิ่งของที่จะพึงมีให้
ปรากฏสมบูรณ์ทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งน้ําดื่ม น้ํ าใช้ และผ้ าทั้งหลายมาถวาย เป็นผ้ าห่ม ผ้าใช้ แด่พระบรม
ศาสดาอยู่เสมอมา การถวายผ้าพระประธานก็นับเนื่องจากพระอานนทเถระพุทธอนุชาในขณะนั้นท่าน
เป็นพระโสดาบันการกระทําของพระอริยบุคคล คือมีพระโสดาบันเป็นเบื้องต้ น ท่านกระทําหนึ่งกิจใดแล้ว 
สิ่งที่กระทํานั้นย่อมเป็น "อริยบูชา" หรือเป็น "อริยประเพณี" 
ดังนั้นการถวายผ้าพระประธาน การบูชาข้ าวพระพุทธได้เกิดสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ก็ เนื่อง
ด้วยพระอานนทเถระ เป็น "ปฐมเหตุ" ด้วยเหตุนั้ น เราท่านทั้งหลายการน้อมนํ าผ้าถวายพระประธาน
และพระอัครสาวกทั้งสองหรือการน้อมนําถวายข้าวพระพุทธ ขอให้นึกย้อนไปในอดีตสมัยเมื่อพระผู้มีพระ
ภาคเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ เราปฏิบัติตามอริยประเพณี เราท่านทั้ งหลาย ได้กระทําสมบูรณ์แล้วด้วยเหตุ
และปัจจัย อันเป็นบาทฐานแห่ง มั คค ผล และพระนิพพาน 
๗. พิธีถวายกฐินการทํ าพิธีถวายกฐินดังนี้ 
คําอาราธนาศีล ๕ 
(นํา) มะยัง ภันเต, วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ 
ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต, วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ 
ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต, วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ฯ 
พระภิกษุให้ศีล ๕ 
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธั สสะ, (๓ ครั้ง) 
(ฆราวาสกล่าวตาม ๓ ครั้ง) 
ปาณาติปาตา เวระมะณี , สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ , 
อะทินนาทานา เวระมะณี , สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ , 
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี , สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ , 
มุสาวาทา เวระมะณี , สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ , 
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี , สิ กขาปะทัง  สะมาทิ ยามิ , 
อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ , สีเลนะ สุคะติง ยันติ ,
สีเลนะ โภคะสัมปะทา, สีเลนะ นิพพุติง ยันติ , 
ตัสมา สีลัง วิโสธะเย 
ฆราวาสกล่าว สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ พร้อมกัน และกล่าวว่า นิพพานัง ปะระมัง สุขัง. 
(กราบและกล่าว ๓ ครั้ง) 
จากนั้นผู้นําการถวาย กล่าวถึงมูลเหตุการทอดกฐินว่าบั งเกิดมีขึ้นได้อย่างไร (ตามข้อมูลปฐม
เหตุการทอดกฐิน) 
บัดนี้ท่านทั้งหลาย ได้มีโอกาสสร้างบุญมหากุศลไว้ในเขตบุญของพระพุทธศาสนา ในการ
ทอดกฐิน อันมีอานิ สงส์สําคัญยิ่ง การทอดกฐินเป็ นการสงเคราะห์พระภิกษุสงฆ์ให้ได้รับอานิสงส์อันยิ่ง ๕ 
ประการ (อานิสงส์ กฐิน ๕ ประการ) เราท่านทั้งหลายได้มาที่วัดที่พระภิกษุสงฆ์ จําพรรษาได้ถูกต้องตาม
พุทธวินัย ขอทุกท่านได้เกิดความปลื้มปิติอนุโมทนาว่า สิ่งที่ท่านได้กระทํามาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ ไม่มีสิ่งที่
เป็นอกุ ศลมารบกวน ไม่ว่าจะเป็นกฐินบูด กฐินเน่า กฐินเศร้ าหมอง ที่จะทําให้ กฐินเดาะ ไม่มีสุรายาเมา 
ไม่มีการฆ่าสัตว์ ไม่มีการดุด่าโกรธเคืองกัน กฐินของเราท่านทั้งหลาย ครบถ้วนบริบูรณ์ บริ สุทธิ์ผุดผ่อง
สมบูรณ์ด้วยประการทั้ งปวง ขอทุกท่านได้สมาทานน้ อมใจอธิษฐาน ตั้งความปรารถนาตามที่ได้ตั้งใจ
มาแล้วที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาให้ เป็นไป เพื่อมัคค ๔ ผล ๔ พระนิพพาน ๑ 
(ท่านผู้อัญเชิญผ้ากฐิน และผ้าจํานําพรรษาอาจยืนหรือนั่งก็ได้เพื่อกล่าวคําอธิษฐานธรรม) 
คํากล่าวนอบน้อมพระพุทธเจ้า 
(นํา) หันทะ มะยัง พุทธั สสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส ฯ 
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, ขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า, พระองค์นั้น, 
อะระหะโต, ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส, 
สัมมาสัมพุทธัสสะ, ตรัสรู้ชอบได้ โดยพระองค์เอง, 
(กล่าว ๓ ครั้ง) 
คํากล่าวอธิษฐานธรรม 
(นํากล่าวและทุกท่านกล่าวตาม) 
อัปมาโน พุทโธ คุณของพระพุทธเจ้ า ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีประมาณ 
อุปมาโน ธัมโม คุณของพระธรรมเจ้ า ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีประมาณ 
อุปมาโน สังโฆ คุณของพระอริยสงฆเจ้า ไม่มี ที่สิ้นสุด ไม่มีประมาณ 
ด้วยอานิสังสทาน ที่ข้าพเจ้ าได้บําเพ็ญ ณ โอกาสบัดนี้ ขอให้ข้าพเจ้ าและสัตวะทั้ง ๓๑ ภูมิ จงถึง มัคค ๔ 
ผล ๔ พระนิพพาน ๑ 
สุทินนัง วะตะเมทานัง อาสะวักขะยาวะหัง 
นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ 
ทุติยัมปิ สุทินนัง วะตะเมทานัง อาสะวักขะยาวะหัง 
นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ 
ตะติยัมปิ สุทินนัง วะตะเมทานัง อาสะวักขะยาวะหัง 
นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ 
ขอทุกท่าน ตั้งใจมั่นในการถวายกฐิน ถวายผ้ าให้พระภิกษุสงฆ์ ได้ใช้เป็นไปตามพุทธานุญาตของพระผู้มี
พระภาคเจ้า 
คําถวายผ้ ากฐิ น 
อิมัง ภันเต, สะปะริวารัง, กะฐินะจีวะระทุสสัง, สังฆัสสะ,
โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภัณเต, สังโฆ, อิมัง สะปะริวารัง, 
กะฐินะจีวะระทุสสัง, ปะฏิคคัณหาตุ , ปะฏิคคะเหตวา จะ,   
อิมินา, ทุสเสนะ, กะฐินัง, อัตถะระตุ, อัมหากั ง, 
ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ, 
นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ. 
คําแปล 
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้ งหลาย ขอน้อมถวาย ซึ่งผ้ากฐินจีวรกับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้แด่
พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับ ซึ่งผ้ากฐินจีวร กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย 
ครั้นรับแล้ว ขอพระสงฆ์จงกรานกฐิน ด้วยผ้าผืนนี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้า
ทั้งหลาย และสัตวะทั้ง ๓๑ ภูมิ ให้ถึงซึ่งมัคค ๔ ผล ๔ พระนิพพาน ๑ โดยเฉียบพลันในปัจจุบันกาลชาติ
นี้ เทอญ ฯ 
คําถวายผ้ าจํานําพรรษา 
อิมานิ มะยัง ภันเต, วัสสาวาสิกะ จีวะรานิ , สะปะริวารานิ , 
ภิกขุสังฆัสสะ, โอโนชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, ภิกขุสังโฆ, 
อิมานิ วัสสาวาสิกะ จีวะรานิ , สะปะริวารานิ , ปะฏิคคัณหาตุ , อัมหากัญเจวะ, มาตาปิตุ , อาทีนัญจะ, ญาติ 
มิตตานัญจะ, ราชานัญจะ, เปตานัญจะ, เทวะตานัญจะ, สัพพะสัตตานัญจะ, ที ฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ, 
นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ. 
คําแปล 
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้ งหลาย ขอน้อมถวาย ซึ่งผ้าจํานํ าพรรษา กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ 
แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับ ซึ่งผ้าจํ านําพรรษา กั บทั้งบริ วารทั้งหลายเหล่านี้ ของข้าพเจ้า
ทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้ าทั้งหลาย และสัตวะทั้ง ๓๑ ภู มิ ให้ถึงซึ่ง มัคค ๔ ผล ๔ 
นิพพาน ๑ โดยเฉียบพลันในปัจจุบันกาล ชาตินี้ เทอญ. 
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ 
เจ้าภาพกฐินถวาย "ผ้ากฐิ น" แก่พระภิกษุ โดยนําถวายตั้งไว้พระภิกษุสงฆ์จะนําไปกระทําพิธี "อุปโลกน์
กฐินและกรานกฐิน" อันเป็ น "สังฆกรรม" ถูกต้องตามพระธรรมวินัยของพระผู้มี พระภาคเจ้า 
เมื่อพระภิกษุสงฆ์เสร็จพิธี ในการกรานกฐิน เรียบร้อยแล้ว คณะจึงถวายผ้าจํ านําพรรษา และ
พระภิกษุสงฆ์จะถอนจีวรเก่าและพินทุอธิษฐานผ้ าพร้ อมกัน พร้อมทั้งนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ครองผ้าจีวร
ใหม่ทันที เพื่อเจ้าภาพจะได้อานิสงส์ ในทันใด 
๘. พระภิกษุสงฆ์ทักษิณาวัตรรอบพระอุโบสถพร้อมมาลาพุ ทธบูชา เมื่อพระภิกษุสงฆ์ครองผ้า
จีวรเรี ยบร้อยแล้ว ได้ทักษิณาวัตรรอบพระอุโบสถพร้ อมมาลาพุ ทธบูชา ๓ รอบ แล้วนํามาลาสักการะบูชา
คุณพระรัตนตรัย ภายในพระอุโบสถ 
๙. คณะศรัทธาถวายเครื่องบริวารกฐินคณะศรัทธาน้ อมนําเครื่องบริ วารกฐินทั้งหมด ถวายแด่
พระภิกษุสงฆ์ในเขตบุญพระพุทธศาสนา ด้วยจิตใจเบิ กบานผ่องใส 
๑๐. การแสดงธรรมของพระภิกษุสงฆ์มีอานิสงส์ใหญ่ พระภิกษุสงฆ์ถวายสักการะบูชาพระ
รัตนตรัยเรียบร้อยแล้ว ท่านจะมีสัมโมทนียกถา พร้อมทั้งกล่าวแสดงธรรมด้วย ยะถา วาริ วะหา ปูรา ปะ
ริปูเรนติ สาคะรัง ..... 
ห้วงน้ําย่อมยังมหาสมุทรให้เต็มได้ฉันใด.... 
คณะเจ้าภาพกฐิ นควรตั้งใจสดับธรรม ขณะพระสงฆ์กล่าวแสดงธรรม "ยะถา" ยังมิ ใช่วารกาล
กรวดน้ํา และไม่ควรกล่าวธรรมอื่นใด พร้อมพระภิกษุ เพราะพระธรรมเป็นธรรมให้ถึงความเป็นพระ
อริ ยบุคคล การตั้งใจฟังธรรมเป็นเหตุให้มีการบรรลุธรรม เมื่อจบพิธีสงฆ์แล้ว ให้ตั้งใจกรวดน้ําอุทิศกุศล
ด้วยบทธรรมกรวดน้ําอั ปปมัญญา (ดังข้อ ๑๓) 
เรื่องของอํามาตย์ ๒ ท่าน จากพระสูตร และอรรถกถา แปล ฑีฆนิกาย มหาวรรค เล่มที่ ๒ 
ภาคที่ ๒ ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชู ปถัมภ์ เล่ม ๑๔/๙๑ น. ๔๖ – ๔๙ 
ดังความว่า 
สมัยหนึ่ง ครั้งเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็ จเที่ยวจาริกไปตามชนบทมาถึงพระเชตวัน เมืองสา
วัตถี พระเจ้าปเสนทิโกศล พระราชาทรงนิมนต์มาถวายทาน พระราชาถวายทานติดต่อกัน ๗ วัน ด้วย
มหาทานอันยิ่งใหญ่ ในวันที่ ๗ พระราชาทรงถวายบั งคมแล้วกราบทูลพระทศพลว่า "ข้ าแต่พระผู้มีพระ
ภาคเจ้า ขอพระองค์โปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด" ในบริษัทนั้น มีอํ ามาตย์ ๒ ท่าน คือท่านกาฬะ 
และท่านชุณหะ ฝ่ายท่าน กาฬะ คิดอกุศลว่า "สมบัติของราชตระกูลจะฉิบหาย" ส่วนท่านชุณหะ คิดเป็น
กุศลว่า "ความเป็นพระราชานี้ยิ่งใหญ่ ใครอื่นจะทํ าสิ่งเหล่านี้ได้" เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรวจดูอัธยาศั ย
ของบริษัทก็ทรงทราบอัธยาศัยของอํามาตย์ ทั้งสองท่าน ทรงพระดําริว่า "ถ้าตถาคตจะแสดงธรรมตาม 
อัธยาศัยของชุณหะในวันนี้ ศีรษะของกาฬะจักแตกเป็น ๗ เสี่ยง ตถาคตบําเพ็ ญบารมีมาด้วย ความ
สงสารสัตว์ แม้ในวันอื่น เมื่อตถาคตแสดงธรรม ชุณหะ ก็คงจักแทงตลอด มัคคผล สําหรับวันนี้ จักเห็นแก่
กาฬะ" (เป็นการแสดงถึงบุ พเพนิวาสานุสสติญาณ และจุตูปปาตญาณของพระพุทธองค์) ทรงตรัสคาถา ๔ 
บท แก่พระราชาว่า 
พวกคนตระหนี่ จะไปเทวโลกไม่ได้ 
พวกคนโง่ จะไม่สรรเสริญทานเลย 
แต่นักปราชญ์ พลอยยินดีตามทาน 
เพราะเหตุนั้นเอง เขาจึงมีความสุขในโลกหน้า 
พระราชาได้รับฟังธรรมเพี ยงเล็กน้อย ไม่พอกับพระราชหฤทัยประสงค์ ทรงข้องพระทัย ภายหลังเสวยพระ
กระยาหารเช้าเสร็จแล้ว เสด็จไปถวายอภิวาท และทูลถามพระบรมศาสดา ถึ งสาเหตุที่ทรงแสดงธรรม
เพียง ๔ บท แก่พระองค์ ทั้ง ๆ ที่พระองค์ได้ถวายมหาทานถึง ๗ วันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกความ
ปริวิตกของอํามาตย์ กาฬะ พระราชาตรัสถามกาฬะว่า "เธอเดือดร้อนอะไรด้วยเล่าในการถวายทานของ
พระองค์" จากนั้นตรัสเรียกชุณหะ มาถามความจริ ง และทรงประทานทรัพย์จากพระราชวังให้อํ ามาตย์
ชุณหะ ถวายทานดุจราชาเป็นเวลา ๗ วัน อย่างที่พระองค์ถวาย ครั้นถวายเสร็ จแล้วในวันที่ ๗ พระราชา
กราบทูลพระพุทธองค์โปรดแสดงธรรมแก่พระองค์ 
พระบรมศาสดาทรงกระทํ าอนุโมทนาทาน แม้ทั้งสองครั้งให้เป็นอันเดียวกัน เหมื อนทรงกระทํ า
แม่น้ําใหญ่สองสายให้เต็มด้วยห้วงน้ําเดียวกัน ทรงแสดงพระธรรมเทศนากัณฑ์ใหญ่ เมื่อจบพระธรรม
เทศนา ท่านอํามาตย์ชุ ณหะ ได้บรรลุพระโสดาปัตติผล พระราชาทรงเลื่อมใส ทรงถวายผ้ าชื่อ "ปาวาย" 
แด่พระทศพล พึงทราบว่าก็ลาภสําเร็จยิ่งแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า 
พระองค์นั้น ด้ วยอาการอย่างนี้ 
จบการให้พร (แสดงพระธรรมเทศนา) ของพระภิกษุสงฆ์ แล้วคณะเจ้ าภาพกฐิน รับด้วย สาธุ 
สาธุ สาธุ อนุโมทามิ พร้อมกราบสักการะพระภิกษุสงฆ์พร้อมกัน 
๑๑. กราบบูชาคุณพระรัตนตรัยอีกครั้ง 
๑๒. กรวดน้ําอุทิศบุญกุศลเป็นอัปปมัญญาไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีประมาณ ไปสู่สัตวะทั้ง ๓๑ ภูมิ อัน
ประกอบด้วย เปรต อสุรกาย สัตว์นรก และสัตว์เดรัจฉาน 
คํากรวดน้ําอัปปมัญญา 
ปุญญัสสิทานิ กะตัสสะ ยานัญญานิ กะตานิ เม
เตสัญจะภาคิโน โหนตุ สัตตานันตาป ปะมาณะกา 
สัตว์ทั้งหลาย ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ 
จงมีส่วนแห่งบุญ ที่ข้าพเจ้าได้ทําในบัดนี้ และแห่งบุญอื่น 
ที่ได้ทําไว้ก่อนแล้ว และจงเป็นพลวปัจจัย ให้ ทุกท่าน 
ถึงซึ่ง มัคค ๔ ผล ๔ พระนิพพาน ๑ 
โดยเฉียบพลันในปัจจุบั นกาลชาตินี้ เทอญ 
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ 
๑๓. อัญเชิญเทพพรหมเทวากลับทิพยวิมาน
เทวะตาอุยยะ โยชะนะคาถา 
ทุกขัปปัตตา จะ นิททุกขา, ภะยัปปัตตา จะ นิพภะยา 
โสกัปปัตตา จะ นิสโสกา, โหนตุ สัพเพปิ ปาณิโน, 
เอตตา วะตา จะ อัมเหหิ , สัมภะตัง ปุญญะสัมปะทัง, 
สัพเพ เทวานุโมทันตุ , สัพพะสัม ปัตติสิทธิยา, 
ทานัง ทะทันตุ สั ทธายะ, สีลัง รักขันตุ สัพพะทา, 
ภาวะนาภิระตา โหนตุ , คัจฉันตุ เทวะตาคะตา, 
สัพเพ พุ ทธา พะลัปปัตตา, ปัจเจกานัญจะ ยั ง พะลัง, 
อะระหัน ตานัญจะ เตเชนะ, รักขัง พันธา มิ สัพพะโส. 
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ 
๑๔. การอนุโมทนามหากุศลที่ได้บําเพ็ญมา ซึ่งกันและกันในวารกาลสุดท้าย เราท่านทั้งหลาย
ได้บําเพ็ญมหากุศล กฐินทานอันเป็นกาลทานถูกต้องตามพระธรรมวินัย มาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้เป็นไปในบุญ
กิริยาวัตถุ ๓๐ ประการ (กายกรรม ๑๐ วจีกรรม ๑๐ มโนกรรม ๑๐) ทั้งบุพพเจตนา เจตนาก่อนกระทํ า 
มุญจเจตนา เจตนาขณะกําลังกระทําและอปรเจตนา เจตนาภายหลังกระทํา เป็ นไปในกระแสมัคค ๔ ผล 
๔ พระนิพพาน ๑ และน้อมนํากระแสบุญไปยังสัตวะทั้ง ๓๑ ภูมิ ให้ได้มีส่วนในมหากุศลอันเป็นทานมัย
ถูกต้องตามพุทธวินัย เมื่อปฏิบัติถูกต้องก็เข้าสู่กระแสพุทธอริ ยะ สมควรที่เราท่านทั้งหลายควรเปล่งวาจา
อนุโมทนามหาทานอันเป็นกระแสแห่งโลกุตตระ อนุโมทนาซึ่งกันและกันพร้อมสัตวะทั้ง ๓๑ ภูมิ ในวาระ
แห่งปัจฉิมกาลพร้อมกัน เทอญ 
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ 
กฐิน 
สังฆกรรมส่วนของพระภิกษุสงฆ์ 
คําถวายผ้ ากฐิน 
อิมัง ภันเต, สะปะริวารัง, กะฐินะจีวะระทุสสัง, สังฆัสสะ, 
โอโณชะยามะ สาธุ โน ภั ณเต, สังโฆ, อิมัง สะปะริวารัง, 
กะฐินะจีวะระทุสสัง, ปะฏิคคัณหาตุ , ปะฏิคคะเหตวา จะ, 
อิมินา, ทุสเสนะ, กะฐินัง, อัตถะระตุ, อัมหากัง, 
ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ, 
นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ 
(คําแปล) 
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้ าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ซึ่งผ้ากฐินจี วรกับทั้งบริวารทั้งหลาย
เหล่านี้ แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับ ซึ่งผ้ากฐินจีวรกับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ ของข้าพเจ้า
ทั้งหลาย ครั้นรับแล้ว จงกรานกฐิน ด้วยผ้าผืนนี้ เพื่อประโยชน์ และความสุข แก่ข้าพเจ้า
ทั้งหลาย และสัตวะทั้ง ๓๑ ภูมิ ให้ถึงซึ่งมัคค ๔ ผล ๔ พระนิพพาน ๑ โดยเฉียบพลันในปัจจุบันชาตินี้
เทอญ 
คําอุปโลกน์กฐิน 
แบบ ๒ รู ป 
ผ้ากฐินทานกับทั้งผ้าอานิสังสบริวารทั้งปวงนี้ เป็นของ ....... พร้อมด้วย ....... ผู้ประกอบด้วย
ศรัทธาอุตสาหะพร้อมเพรี ยงกันนํามาถวาย แด่พระภิกษุสงฆ์ผู้อยู่จําพรรษาถ้วนไตรมาสในอาวาสนี้ 
ก็แลผ้ากฐินทานนี้เป็นของบริสุ ทธิ์ ดุจเลื่อนลอยมาโดยนภากาศ แล้วแลตกลงในที่ประชุม
สงฆ์ จะได้จําเพาะเจาะจง ลงว่าเป็นของพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็หามิได้ มีพระบรมพุทธานุญาตไว้ว่า ให้
พระสงฆ์ทั้งปวงยอมอนุญาตให้แก่ภิกษุรูปหนึ่ง เพื่อจะทําซึ่งกฐินัตถารกิจตามพระบรมพุทธานุญาต 
และมีคําพระอรรถกถาจารย์ ผู้รู้พระบรมพุทธาธิ บาย สังวรรณนาไว้ว่า ภิกษุรูปใดประกอบด้วยศีลสุตาธิ
คุณ มีสติปัญญาสามารถ รู้ ธรรม ๘ ประการ มีบุพกิจ เป็นต้น ภิกษุรูปนั้นจึงสมควร เพื่อจะกระทํา
กฐินัตถารกิจ ตามพระบรมพุทธานุญาตได้ 
บัดนี้ พระสงฆ์ทั้งปวง จะพิจารณาเห็นสมควรแก่ภิกษุรูปใด จงพร้อมกันยอมอนุญาตให้แก่ภิกษุรูปนั้น 
เทอญ. 
รูปที่ ๒ 
ผ้ากฐินทาน กับทั้งผ้าอานิสังสบริวารทั้งปวงนี้ ข้าพเจ้ าพิจารณาเห็นสมควรแก่ ....... เป็นผู้มี
สติปัญญาสามารถเพื่อกระทํากฐินัตถารกิจ ให้ถูกต้องตามพระบรมพุทธานุญาตได้ ถ้าพระภิกษุรูปใดเห็น
ไม่สมควรจงทักท้ วงขึ้นในท่ามกลางระหว่างสงฆ์ (หยุดนิดหนึ่ง)  ถ้าเห็นสมควรแล้วไซร้จงให้สัทท
สัญญาสาธุการขึ้นให้พร้อมกันเทอญ. 
(พระสงฆ์ทั้งปวงนั้นอนุโมทนาพร้อมกันว่า "สาธุ ") 
คําอุปโลกน์กฐิน 
แบบ ๔ รู ป 
ผ้ากฐินทานกับทั้งผ้าอานิสังสบริวารทั้งปวงนี้ เป็นของ ............... ผู้ ประกอบด้วยศรัทธา
อุตสาหะน้อมนํามาถวาย แด่พระภิกษุสงฆ์ผู้อยู่จําพรรษาถ้วนไตรมาสในอาวาสนี้ 
ก็แลผ้ากฐินทานนี้ เป็นของบริ สุทธิ์ ดุจเลื่อนลอยมาทางนภากาศ แล้วแลตกลงในที่ประชุม
สงฆ์ จะได้จําเพาะเจาะจง ลงว่าเป็นของพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็หามิได้ มีพระบรมพุทธานุญาตไว้ให้แก่
ภิกษุผู้มีจีวรอันเก่า หรือจีวรทพพลภาพ หรือภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ซึ่งมีสติปัญยาสามารถกระทํากฐินัตถาร
กิจ มิให้เพี้ยนผิด ต้องตามวินัยนิยมบรมพุ ทธานุญาต 
เมื่อได้กรานกฐินแล้วไซร้ อานิสังสคุณจะพึ งบังเกิดมี ๕ ประการ คือ อยู่ปราศจากไตรจีวรได้ ไม่
ต้องอาบัติด้วยทุติยกฐินสิกขาบท ๑ เก็ บอติเรกจีวรไว้ได้ ไม่ต้องอาบัติด้วยปฐมกฐินสิกขาบท ๑ ฉั นคณ
โภชน์ปรัมปรโภชน์ได้ ไม่ต้องอาบัติด้วยคณโภชนะและปรัมปรโภชนะสิกขาบท ๑ เข้าไปในละแวกบ้าน
ได้ ไม่ต้องอาบัติด้วยอนามันตจาริกสิกขาบท ๑ จี วรลาภที่บังเกิดขึ้นในอาวาสจะเป็นของภิกษุผู้ได้กราน
กฐินแล้ว ๑ ทั้งจีวรกาลจะยืดออกไปอีก ๔ เดือน ตลอดเหมันตฤดู ดังนี้ 
บัดนี้ พระสงฆ์ทั้ งหลายจะมีความยินยอมพร้อมกันรับกฐินนี้หรื อไม่ ถ้ามีความยินยอมพร้อมกั น
รับกฐินนี้แล้วไซร้ จงให้สั ททสัญญา สาธุการขึ้นให้พร้ อมกัน เทอญ 
(สาธุ) 
รูปที่ ๒ 
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอนุญาตกฐิ นัตถารกิจนั้น ให้เป็นการเฉพาะบุคคล สงฆ์ ก็ดี ค